:
รายการสมุนไพรตัวอย่าง และอื่นๆ ที่น่าสนใจค่ะ เภสัชวัตถุ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท แบบทดสอบเบื้องต้น ข่าวสารที่น่าใจและอื่นๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่แหล่งวิชาความรู้ค่ะ

 

 

บทความทางด้านกฎหมาย

 
๐๑ - พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รั้วป้องกันขโมยในยุคแห่งการแย่งชิงทรัพยากร
๐๒ - การจดทะเบียนสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รูปแบบใหม่ของการคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
๐๓ - อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพกับศาลรัฐธรรมนูญ เสมือนหนึ่งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา
๐๔ - พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542
๐๕ - ความเข้าใจ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
๐๖ - ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนคุ้มครองตาม พ.ร.บ.
๐๗ - สรุปผลความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานกฎหมายปีงบประมาณ 2543
๐๘ - สรุปผลการเตรียมการและขั้นตอนการดำเนินการ "สรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ"

สรุปผลความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานกฎหมาย ปีงบประมาณ 2543

กลุ่มงานคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย

หลังจากพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ได้ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 แล้ว งานกฎหมาย สถาบันการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีบุคลากรในงาน 3 คน ได้ดำเนินงานประกอบด้วยงานหลัก 7 ลักษณะงาน คือ
1. งานประชุมเพื่อยกร่างกฎกระทรวง
2. งานประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวง
3. งานประสานงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้
4. การประสานงานกับกฎหมายอื่น
5. การตอบกระทู้/ตอบหนังสือต่างๆ
6. งานรณรงค์และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ และคู่มือ
7. งานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
โดยดำเนินงานสืบเนื่องตามพระราชบัญญัติฯ และ ดำเนินแผนปฏิบัติงาน ปี 2543 ดังนี้

1.แผนปฏิบัติงาน ปี 2543
ตามแผนปฏิบัติงาน ปี 2543 งานกฎหมายมีการดำเนินงาน 4 โครงการ ดังนี้
1. โครงการเผยแพร่ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
2. โครงการยกร่างกฎกระทรวงและประชาพิจารณ์
3. โครงการบัณฑิตอาสาพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
4. โครงการพิทักษ์สิทธิภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

1. โครงการเผยแพร่ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยการจัดพิมพ์หนังสือพระราชบัญญัติคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย 65,000 ฉบับ และเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย ได้แก่ ทำคู่มือไขข้อข้องใจ "20 คำถามน่ารู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย" และเอกสารประกอบการประชุมต่างๆ เอกสารประกอบการประชุมประชาพิจารณ์ ตลอดจนได้จัดส่งให้ภูมิภาคด้วย

2. โครงการยกร่างกฎกระทรวงและประชาพิจารณ์ งานกฎหมายได้จัดให้มีการประชุม 2 ลักษณะ คือ

2.1) การจัดประชุมเพื่อยกร่างกฎกระทรวง ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่างหลักเกณฑ์ แนวทางการยกร่างกฎกระทรวง ในการนี้ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นของหมอพื้นบ้าน แพทย์แผนไทย นักวิชาการ นักกฎหมาย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้ได้กรอบเบื้องต้นในการยกร่างกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542–2 ธันวาคม 2542 ณ วังรีรีสอร์ท

ผล ได้รับกรอบในการยกร่างกฎกระทรวง 5 เรื่องหลัก และประเด็นย่อย ดังนี้
1. หลักเกณฑ์ในการจดทะเบียนสิทธิ์เพื่อขอรับการคุ้มครอง
2. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาภูมิปัญญา 3 ประเภทได้แก่ ตำรับและตำราของชาติ, ของทั่วไป และของปัจเจก
3. หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ
4. หลักเกณฑ์ในการประกาศเป็นสมุนไพรควบคุมและพื้นที่คุ้มครองสมุนไพร
5. หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการกองทุน

นอกจากนี้ยังกำหนดค่าธรรมเนียม (มาตรา 4), กำหนดระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย การผลิตยาเพื่อยังชีพแบบพื้นบ้าน, การให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินของเอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 64 – 65 ฯลฯ

2.2) การจัดประชุมยกร่างกฎกระทรวง ภายหลังจากได้กรอบการยกร่างกฎกระทรวง จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎกระทรวงขึ้นมา 1 คณะ ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย ทนายความ นักนิติศาสตร์ นักวิชาการการแพทย์แผนไทย แพทย์อายุรเวท แพทย์พื้นบ้าน โดยที่ผู้แทนจากกองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ยกร่างกฎกระทรวงจากกรอบที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ ดังกล่าว ( ตามข้อ 2.1)

ผล ร่างกฎกระทรวงฯ จนครบ 8 ฉบับ ประกาศฯ 4 ฉบับ และระเบียบฯ 4 ฉบับ

2.3) การจัดประชุมประชาพิจารณ์ร่างกฎกระทรวง ได้จัดประชุมประชาพิจารณ์ร่างกฎกระทรวง ตามกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย 5 ครั้ง ใน 5 ภูมิภาค ดังนี้

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 ณ อาคารสัมมนา ชั้น 9 ตึกเพียรวิจิตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ณ ห้องหัวหุ่น อาคารหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2543 ณ ห้องทองกวาว สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 ณ ห้อง 302 อาคารเทพรัตน์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ

ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 ณ ห้องประชุมอาคารสวนกีฬา กระทรวงสาธารณสุข

ผล ที่ประชุมประชาพิจารณ์ส่วนใหญ่เห็นว่าวิทยากร การดำเนินการจัดประชาพิจารณ์บนเวที การให้โอกาสมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น สถานที่จัดประชุม อาหารและเครื่องดื่ม อยู่ในเกณฑ์ดี แต่สิ่งที่ควรปรับปรุง คือ ระยะเวลาการจัดประชุม และการประชาสัมพันธ์ ส่วนประเด็นที่ได้รับความสนใจ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวด 2 ได้แก่

หลักเกณฑ์วิธีการการได้มาซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ มติ ให้ใช้การเลือกตั้ง โดยมีคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งที่เป็นกลาง มีบทบาทในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมในกลุ่มเครือข่ายผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ

จำนวนสัดส่วนระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิภาครัฐและภาคเอกชนเท่ากัน ฝ่ายละ 11 คน โดยมีสัดส่วนหมอพื้นบ้าน 4 ภาค 4 คน นอกนั้นจำนวน 1 คน และ นักวิชาการ 2 คน (จากสถาบันวิชาการภาครัฐ 1 คน, ภาคเอกชน 1 คน)

ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้มีความพร้อมและสมัครใจจะเป็นคณะกรรมการภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

คุณสมบัติของผู้สมัครเป็นผู้แทนวิชาชีพ โดยเฉพาะหมอพื้นบ้าน

หลักเกณฑ์และวิธีการของกองทุน ต้องการให้มีการกระจายอำนาจการจัดสรร การพิจารณาโครงการ การติดตามประเมินผลให้มีตัวแทนของจังหวัดหรือส่วนท้องถิ่นด้วย

ผู้ประชุมเกิดความกังวลเรื่องกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม

เกรงว่าการประกาศสมุนไพรควบคุม จะทำให้เกิดการปิดกั้นการค้าขายสมุนไพร

2.4) การประชุมเชิงปฏิบัติการบทบาทนายทะเบียน เมื่อวันที่ 4–6 สิงหาคม 2543 ณ ห้องประชุมวีไอพี อาคารสวนกีฬา กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดประชุมกลุ่มสนทนาเพื่อเตรียมการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการนายทะเบียนกับการจดทะเบียนสิทธิ์ ในวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2543 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารสวนกีฬา กระทรวงสาธารณสุข โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ทำงานด้านการแพทย์แผนไทย

ผล มีผู้เข้าร่วมประชุม 83 คน จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ที่ประชุมมีมติให้จัดสรรงานการแพทย์แผนไทยในจังหวัด เพื่อความสามารถในการรองรับภารกิจตามกฎหมายนี้ โดยการเกลี่ยข้าราชการในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และใช้วิธีการจ้างลูกจ้าง เพื่อช่วยงานในภาวะปฏิรูประบบราชการ

3. โครงการบัณฑิตอาสาพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีเป้าหมายที่จะพัฒนาบัณฑิต ให้เข้ามารับรู้ปัญหาวิกฤตการณ์ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการรวมเป็นเครือข่าย สร้างการมีส่วนร่วมในการรวบรวม สังคายนาสูตรตำรับและตำราการแพทย์แผนไทย และให้คำแนะนำแก่หมอพื้นบ้าน วัด ชุมชนในการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา องค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้าน ในการนี้ได้ดำเนินการประสานงานติดต่อองค์กรร่วมจัดที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียง เช่น สภาทนายความ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

ผล เนื่องจากกฎกระทรวงยังไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวง จึงยังไม่พร้อมที่จะฝึกอบรมอาสาสมัคร จึงได้ประสานกับทางสภาทนายความ ซึ่งมีหลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครทนายความพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และได้ประสานให้มีการบรรจุเรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2543 เข้าในหลักสูตรด้วย พร้อมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่จากสถาบันฯ เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ตลอดหลักสูตรด้วย

4. โครงการพิทักษ์สิทธิภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ได้จัดประชุมหลักเกณฑ์และวิธีการประกาศสมุนไพรควบคุม เมื่อเดือนธันวาคม 2542 เพื่อเป็นแนวทางในการตอบคำถามในช่วงการประชุมประชาพิจารณ์

ผล ได้พิจารณาเกณฑ์ ซึ่งมีความละเอียดอ่อน มีความแตกต่างของระบบนิเวศน์ และข้อมูลในการตัดสินเกณฑ์ยังไม่เพียงพอ ในการนี้ได้นำข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของชุมชนในการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ของ รองศาสตราจารย์เสาวภา พรสิริพงษ์ ให้คณะกรรมการช่วยกรองเฉพาะที่เข้าเกณฑ์สมุนไพรควบคุม ซึ่งได้สมุนไพรควบคุมจำนวนหนึ่ง และต้องมีการประชุมคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

2.งานประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวง
ได้จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายฯ ขึ้น ประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 18 คน โดยมี นายแพทย์ เฉลิมชัย ชูเมือง รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ มีองค์ประกอบกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการจากภาครัฐและเอกชน และได้จัดประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ณ ห้องประชุม สำนักงานปลัดฯ รวมการประชุม 4 ครั้ง

ผล พิจารณาร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ และวิธีการในการเลือกตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย และการส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายการแพทย์แผนไทย

3.งานประสานงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้
งานประสานงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ คือ การประสานงานตามโครงการยกร่างกฎกระทรวงและการประชาพิจารณ์ฯ โดยได้ประสานงานกับบริษัทโปรบัฟ ให้ดำเนินการจัดประชุมประชาพิจารณ์ โดยงานกฎหมายรับประสานเรื่องหน่วยงานร่วมจัด โดยร่วมกับสถาบันวิชาการ และองค์กรอื่นๆ วิทยากร เนื้อหาสาระแนวทางการประชาพิจารณ์ องค์ประกอบผู้เข้าร่วมประชุม เอกสารประกอบการประชุม เพื่อจัดประชาพิจารณ์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยในการนี้มีการเปิดเว็บไซต์เฉพาะ เพื่อการประชาพิจารณ์ในอินเตอร์เน็ตด้วย

ผล ได้รับการตอบรับเข้าร่วมประชุมจากองค์ประกอบผู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ เช่น นักวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สื่อมวลชน ทนายความ สมาคมแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายยาแผนไทย และผู้สนใจทั่วไปแต่ละภูมิภาคอย่างน้อย 200 คน ต่อแห่ง และมีรายงานการประชาพิจารณ์ในทุกภูมิภาค ดังที่ได้สรุปประเด็นข้อพิจารณ์แล้วในข้างต้น

4. การประสานงานกับกฎหมายอื่น
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินการตามกฎหมาย ได้รับการประสานกับกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.ยา พ.ศ. …. กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ, ให้ความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) ฯ

5. การตอบกระทู้
ด้วยกฎหมายนี้เป็นกฎหมายใหม่ จึงได้รับความสนใจ และความกังวลใจจากกลุ่มต่างๆ ตลอดจนเกรงว่าจะมีการริดรอนเสรีภาพจากกฎหมายใหม่ ทำให้ต้องตอบกระทู้ต่างๆ ทั้งทางอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ หนังสือ บันทึกฯ

6. งานรณรงค์จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และคู่มือ
ตามแผนงานโครงการยกร่างกฎกระทรวงและประชาพิจารณ์ตาม พ.ร.บ.ฯ ได้จัดทำเอกสารประกอบการประชุม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แผ่นพับ 20 คำถามน่ารู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฯ ร่างคู่มือเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฯ แผ่นดิสเก็ต พ.ร.บ.ฯ (สำหรับผู้บริหาร) 108 คำถามฯ และการเตรียมเนื้อหาแผ่นพับการประชาสัมพันธ์

7. งานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
ท่ามกลางกระแสการแย่งชิงทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนการตื่นตัวเรื่องวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ทำให้มีความต้องการการบรรยาย เนื้อหาสาระ และวิทยากรด้านการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และการเตรียมการร่างกฎหมายเพื่อส่งเสริมยาแผนไทย ต่อไป เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรให้สามารถพึ่งตนเองได้ยั่งยืนต่อไป

ภารกิจปี 2544
1.จัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวง
2. นำเสนอและผลักดันร่างกฎกระทรวงในชั้นคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการกฤษฎีกา
3. สนับสนุนการจัดทำทะเบียนกลุ่ม ชมรม และส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ในระดับจังหวัด จนถึงระดับหมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของกลุ่มเครือข่ายนั้น ๆ ได้แก่ ผู้ประกอบโรคศิลปะ หมอพื้นบ้าน ผู้ปลูกหรือแปรรูปสมุนไพร ผู้ผลิตหรือจำหน่ายยาสมุนไพร นักวิชาการการแพทย์แผนไทย องค์กรเอกชนด้านการแพทย์แผนไทย
4. จัดตั้งสำนักงานนายทะเบียนอย่างน้อย 5 แห่ง ณ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค 4 ภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตลอดจน ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์
5. ส่งเสริมการสำรวจจัดทำทะเบียนตำรับตำราการแพทย์แผนไทยทั่วประเทศ โดยการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาตำรับ-ตำราการแพทย์แผนไทยของชาติ ของภูมิภาค ของชุมชน และของทั่วไป เพื่อจัดทำฐานข้อมูลและเตรียมการนำเสนอคณะกรรมการฯ ต่อไป
6. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร เพื่อประจำการสำนักงานนายทะเบียน 5 แห่ง
7. พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่อส่งเสริมสนับสนุนยาแผนไทย หรือ การเตรียมการอื่นๆ ตามกระบวนการร่างกฎหมาย
8. ประสานงานกับกฎหมายอื่น
9. ปฏิบัติการอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย