|
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
| : | ||||
|
|
|
|
|
บทความทางด้านกฎหมาย |
| ๐๑ - พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รั้วป้องกันขโมยในยุคแห่งการแย่งชิงทรัพยากร |
| ๐๒ - การจดทะเบียนสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รูปแบบใหม่ของการคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย |
| ๐๓ - อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพกับศาลรัฐธรรมนูญ เสมือนหนึ่งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา |
| ๐๔ - พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 |
| ๐๕ - ความเข้าใจ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย |
| ๐๖ - ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนคุ้มครองตาม พ.ร.บ. |
| ๐๗ - สรุปผลความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานกฎหมายปีงบประมาณ 2543 |
| ๐๘ - สรุปผลการเตรียมการและขั้นตอนการดำเนินการ "สรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" |
ความเข้าใจ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ 1)กลุ่มงานคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย จากความต้องการอนุรักษ์ และการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นในประเทศโลกที่สาม โดยมองเห็นความจำเป็นที่ต้องผนวก เรื่องการพัฒนาและเศรษฐกิจ กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ภายใต้การประชุมสุดยอด ของสหประชาชาติ ว่าด้วย "สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา" การประชุมครั้งนั้น มีผู้นำจากประเทศเทศต่างๆ กว่า 157 ประเทศ ร่วมลงนามเห็นชอบในหลักการ รวมทั้งประเทศไทยที่ไปลงนาม และต้องกลับมาขอมติจากรัฐสภา เพื่อให้สัตยาบันผูกพันพันธกรณีตามอนุสัญญา ประเทศไทยมีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างไร? 16 มิถุนายน 2538 สถาบันการแพทย์แผนไทย ร่วมกับสถาบันการศึกษาเครือข่ายเกษตรกรรมธรรมชาติ เครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อม และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสมุนไพรจัดประชุมเรื่อง "สมุนไพรไทยในยุคโลกไร้พรมแดน" ผลการประชุมสรุปว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมต่อการให้สัตยาบัน และควรมีการเตรียมความพร้อมในเรื่อง การสร้างกฎหมายใหม่มาคุ้มครองภูมิปัญญาไทย และสิทธิเกษตรกร ปี 2538 สถาบันการแพทย์แผนไทย และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น "เครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทย" มีบทบาทหลัก คือ ทำงานประสานการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาพันธุกรรม และภูมิปัญญาไทยเพื่อประเทศชาติและชุมชน ด้วยการผลักดันให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายกลไก และสถาบันการจัดการทรัพยากรชีวภาพของชาติผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเกษตรกร แลสิทธิภูมิปัญญาไทย/ท้องถิ่นและรณรงค์ให้เรื่องสิทธิภูมิปัญญาไทยเป็นประเด็นสาธารณะ 16-17 ตุลาคม 2538 มหาวิทยาลัยมหิดล จัดประชุมวิชาการและประชาพิจารณ์ เรื่อง "อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และความพร้อมของประเทศไทย" ผลการประชุม สอดคล้องกับการประชุมของกระทรวงสาธารณสุขว่า ประเทศไทยควรชะลอการให้สัตยาบัน เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาไว้ก่อน 29 พฤศจิกายน 2540 สัมมนาเรื่อง "ร่วมปกป้อง ฟื้นฟูทรัพยากรชีวภาพ และสิทธิภูมิปัญญาไทย" โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย และเครือข่ายสิทธิภูมิปัญญา ผลของการสัมมนา ถือเป็นการจุดประกายความสนใจกับกลุ่มหมอพื้นบ้าน และประชาชนเป็นอย่างมาก ต้นเดือนธันวาคม 2540 ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนไทย และต่างประเทศจัดประชุมเรื่อง "SUI GENERIS" ผลการประชุม ประเทศไทยสามารถสร้างแนวร่วมกับต่างประเทศได้มากขึ้น และต่างประเทศก็เห็นด้วย กับความคิดเรื่องการคุ้มครองสิทธิภูมิปัญญาท้องถิ่น 19 มิถุนายน 2541 สัมมนาเรื่อง "โครงการยุทธศาสตร์ทางเลือกการจัดการทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาไทย" โดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันการแพทย์แผนไทย องค์กรพัฒนาเอกชน และสภาทนายความ ด้วยการระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ในการเสนอแนวทาง และนโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาไทยเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องอนุสัญญา 26 สิงหาคม 2541 สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เชิญหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ประชุมหัวข้อ "การเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ" ผลการประชุม กระทรวงสาธารณสุข กรรมาธิการการต่างประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานคณะกรรมกฤษฎีกา เห็นว่า การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ จะต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาเสียก่อน ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ ..ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ . และร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ ทำไมจึงต้องมีกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาไทย และสมุนไพร? นอกจากนี้ สมุนไพรอันได้แก่ พืช สัตว์ จุลชีพ และแร่ธาตุยังคงเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ หมอพื้นบ้านและประชาชนทั่วไปได้ใช้เพื่อยังชีพ เป็นอาหารและยา จึงจำเป็นต้องคุ้มครอง พร้อมๆ กับระบบนิเวศน์ ซึ่งเป็นมาตุภูมิของสมุนไพร และมีเพียง 7% ของพื้นที่โลก บุคคลใดบ้างที่ได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ. นี้? |
|