:
รายการสมุนไพรตัวอย่าง และอื่นๆ ที่น่าสนใจค่ะ เภสัชวัตถุ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท แบบทดสอบเบื้องต้น ข่าวสารที่น่าใจและอื่นๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่แหล่งวิชาความรู้ค่ะ

 

 

บทความทางด้านกฎหมาย

 
๐๑ - พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รั้วป้องกันขโมยในยุคแห่งการแย่งชิงทรัพยากร
๐๒ - การจดทะเบียนสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รูปแบบใหม่ของการคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
๐๓ - อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพกับศาลรัฐธรรมนูญ เสมือนหนึ่งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา
๐๔ - พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542
๐๕ - ความเข้าใจ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
๐๖ - ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนคุ้มครองตาม พ.ร.บ.
๐๗ - สรุปผลความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานกฎหมายปีงบประมาณ 2543
๐๘ - สรุปผลการเตรียมการและขั้นตอนการดำเนินการ "สรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ"

พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
รั้วป้องกันขโมยในยุคแห่งการแย่งชิงทรัพยากร

กลุ่มงานคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย

นับแต่การเข้ามาของการแพทย์แผนตะวันตก หรือที่เรียกว่าการแพทย์แผนใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 การแพทย์แผนไทยก็เริ่มถูกลืมเลือนไปจากสังคมไทย และในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ ไม่เห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย และตำรับยาโบราณ ชาวต่างประเทศจำนวนมากที่เข้ามาประเทศไทย ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนักท่องเที่ยว นักศึกษา นักวิจัย นักธุรกิจ ได้กว้านซื้อตำรับยา-ตำรายาโบราณ และเก็บสมุนไพรจำนวนมาก กลับประเทศตัวเองอย่างเงียบๆ ว่าจ้างคนไทยไม่รักชาติบางคน แปลตำราเหล่านั้น พร้อมๆ กับทำการวิจัยสมุนไพรควบคู่กันไป

เมื่อได้ผลการวิจัยที่ชัดเจน ทั้งส่วนประกอบของตัวยา ปริมาณที่ใช้ และสรรพคุณ ทั้งหมดก็พร้อมที่จะนำมันเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม เพื่อผลิตเป็น "ยาสมุนไพร" ที่พร้อมจะส่งขายทั่วโลก ทำกำไรให้บริษัท และประเทศนั้นๆ ปีละนับพันล้านดอลล่าสหรัฐฯ ในขณะที่ "ประเทศ" เจ้าของตำรับยา-ตำรายา และสมุนไพร ยืนมองอยู่เฉยๆ เพราะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี และไม่เข้าใจว่า ชาวต่างประเทศจะให้ความใส่ใจต่อสุขภาพด้วยวิธีทางธรรมชาติและ "ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของตน" มากมายขนาดนั้น

ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ยังไม่รู้และไม่เห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย และภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ แต่เนื่องจาก "สังคมชนบท" ยังไม่ล่มสลายไปจากสังคมไทย ผู้ที่ยังเห็นคุณค่าและพยายามอย่างยิ่งที่จะปกปักษ์รักษา สิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้ไว้จึงยังคงมีอยู่ เขาเหล่านั้นคือ เหล่าหมอพื้นบ้าน, พระสงฆ์, ผู้ปลูกสมุนไพร และผู้สนใจในวิชาการแพทย์แผนไทย

ความพยายามที่จะสร้างรั้วล้อมบ้าน เพื่อกันขโมยในชุดสูท ได้เริ่มก่อรูปขึ้นในเวลาหลายปีที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสสนับสนุน และคัดค้านจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ก็ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2542 และได้ประกาศใช้บังคับ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542

สำหรับข้อสงสัย และคำถามอันมากมายของประชาชนว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีเนื้อหาสาระเป็นอย่างไร? รวมทั้ง "คุ้มครอง" และ "ส่งเสริม" อะไร? ด้วยวิธีใด? พระราชบัญญัติฉบับนี้มีช่องโหว่มากมายจริงหรือ? พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการยึดครอง ตำรับยา-ตำรายา และสมุนไพรจริงหรือ? ในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้โดยตรง สถาบันการแพทย์แผนไทยจึงขอชี้แจง ถึงเนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติฯ ดังนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีหลักการสำคัญ 5 เรื่อง คือ

คณะกรรมการคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เป็นหัวใจสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากจะต้องเป็นผู้กำหนดนโยบาย และวิถีทางของการแพทย์แผนไทยทั้งหมด การออกกฎกระทรวง, ระเบียบกระทรวง, มาตรการการดำเนินงานด้านการคุ้มครองและส่งเสริม รวมถึงการพิจารณาวินิจฉัย อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน หรือผู้อนุญาต ที่มาของคณะกรรมการฯ ตามพระราชบัญญัติฯ จะมีอยู่ 2 ส่วนคือ 1. กรรมการโดยตำแหน่งซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการรำดับสูง 10 คนซึ่งดูแลหน่วยงานระดับกรมหรือกอง ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการแพทย์แผนไทย และ 2. คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ทางด้านการแพทย์แผนไทย จำนวน 10 คน โดยทั้งสองส่วนนี้ จะมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ รวมเป็นคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ทั้งหมด 21 คน

ตำรับ และตำราการแพทย์แผนไทย ในข้อนี้ คือการให้ความคุ้มครองทั้งตำรับยาและตำรายา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรับและตำราเก่าแก่มีอายุหลายสิบปี รวมทั้งส่งเสริมให้มีการคิดค้นตำรับยาใหม่ๆ เพื่อมาจดทะเบียนสิทธิขอรับความคุ้มครองได้ ซึ่งผู้ที่มีตำรายาในครอบครองอาจจะไม่ต้องการจดทะเบียนสิทธิก็ได้ แต่พระราชบัญญัติฯ จะคุ้มครองเฉพาะภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ที่มาขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น ส่วนตำรับยา-ตำรายาที่มีความสำคัญมาก จะได้รับการประกาศให้เป็นตำรับยาแผนไทยของชาติ หรือตำราการแพทย์แผนไทยของชาติ รวมทั้งตำรับยา-ตำรายาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมาแล้ว ก็จะได้รับการประกาศให้เป็นตำรับยาทั่วไป หรือตำราการแพทย์แผนไทยทั่วไป ซึ่งจะมีผลให้เกิดการอ้างอิงได้ หากชาวต่างชาติจะนำสูตรยาเหล่านี้ไปขอสิทธิบัตร

สมุนไพรควบคุม หมายถึงสมุนไพรที่มีจำนวนน้อย ใกล้สูญพันธุ์หรือมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการฯ จะสามารถออกประกาศว่าสมุนไพรชนิดใดเป็นสมุนไพรควบคุม ซึ่งจะมีผลให้การดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับสมุนไพรควบคุมตัวนั้นๆ ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันทางสถาบันการแพทย์แผนไทยก็จะดำเนินการ ขยายพันธุ์สมุนไพรควบคุมตัวนั้นๆ ให้มีปริมาณมากพอในตลาดสมุนไพรแล้ว ก็สามารถประกาศยกเลิกสมุนไพรควบคุมตัวนั้นๆ ได้

กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เป็นกองทุนที่มีขึ้นเพื่อการระดมความร่วมมือสนับสนุนจากบุคคล ภาคเอกชน ชุมชน องค์กรรัฐที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรไทย เงินทุนของกองทุนจะได้มาจาก เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากภาคเอกชน จากรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งดอกผล และผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน และรายได้อื่นที่เกิดจากการดำเนินการกองทุน

การส่งเสริมพื้นที่คุ้มครองสมุนไพร ในมาตรา 57 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ได้ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย จัดทำแผนปฏิบัติการเรียกว่า "แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพร" เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแผนงานที่มีแนวทางการดำเนินงาน ในเรื่องของการจัดการพื้นที่บริเวณที่เป็นถิ่นกำเนิดของสมุนไพร, การกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้บุคคลใดเข้าไปในเขตอนุรักษ์, การสำรวจและศึกษาวิจัยสมุนไพรและถิ่นกำเนิดของสมุนไพร รวมถึงการตรวจสอบและติดตาม, ประเมินผลการดำเนินงานตามแผน เมื่อเกิดปัญหาการจัดการหรือทำลายสมุนไพร หรือพื้นที่สมุนไพร ก็สามารถขออนุมัติคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงสาธารณสุขเข้าดำเนินการได้ทันที รวมทั้งปัจเจกบุคคล ที่มีพื้นที่ถิ่นกำเนิดสมุนไพร ก็สามารถมาขอขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้

พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เป็นพระราชบัญญัติที่มีลักษณะแตกต่างจากพระราชบัญญัติอื่นๆ อยู่หลายประการ เนื่องจากเป็นพระราชบัญญัติฉบับแรก ที่มีบทบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่มีอยู่เดิม และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่มีคิดค้นขึ้นใหม่ รวมทั้งการคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์, นอกพื้นที่เขตอนุรักษ์ ขอบข่ายการดำเนินงาน และพันธกิจของสถาบันการแพทย์แผนไทย จึงมีจำนวนมาก

ตามมาตรา 12 พระราชบัญญัติฯ ได้กำหนด ให้มีสถาบันการแพทย์แผนไทยในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริมการศึกษา อบรมการศึกษาวิจัย และพัฒนาภูมิปัญญากาแพทย์แผนไทยและสมุนไพร และรับผิดชอบในงานธุรการ และงานวิชาการของคณะกรรมการ ซึ่งจะทำให้สถาบันการแพทย์แผนไทย สามารถปฏิบัติงานได้เหมาะสมกับพันธกิจ

การที่สถาบันการแพทย์แผนไทยย้ายไปสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงในครั้งนี้ ไม่มีการเพิ่มอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่จะรับโอนย้ายด้วยความสมัครใจ และสำหรับค่าธรรมเนียมท้ายกฎหมายนี้ เป็นค่าธรรมเนียมเพดานสูงสุด มิใช่เป็นอัตราค่าธรรมเนียมที่ตายตัว แต่เป็นการเตรียมอัตราสูงสุดไว้เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ กฎหมายจึงจะไม่ล้าสมัย มิใช่อัตราแน่นอนอย่างที่หลายท่านเข้าใจ

หากเปรียบกฎหมายใหม่ฉบับหนึ่ง เสมือนเด็กแรกเกิดนั้น การคาดหวังให้เด็กแรกเกิดนั้นเป็นเด็กที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน กระทำทุกอย่างได้สำเร็จไร้ที่ตินั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เป็นกฎหมายใหม่ที่มีลักษณะใช้บังคับ แตกต่างจากกฎหมายอื่นๆ ที่เคยมีมา หลายสิ่งหลายอย่างยังขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ เนื่องจากยังต้องรอรายละเอียดจากกฎกระทรวง และระเบียบกระทรวง รวมทั้งยังต้องมีการทดลองปฏิบัติ เพื่อปรับแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้นอีก

ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายพยายามคัดค้าน เพราะไม่มีความเชื่อถือในตัวร่างพระราชบัญญัติฯ และเกรงว่า การที่พระราชบัญญัติยังไม่มีความสมบูรณ์แบบ จะทำให้เกิดผลเสียต่อวงการการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรไทย แต่ท่ามกลางกระแสของการแย่งชิงทรัพยากร ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา หากเรายังไม่มีสิ่งใดที่จะบ่งชี้ว่า "นี่คือภูมิปัญญาของเรา นั่นคือสมุนไพรของเรา" ด้วยอำนาจรัฐ ที่อ่อนด้อยกว่าระบบการเมืองที่ไม่อาจคาดหวังสิ่งใดได้ และการที่คนในชาติยังไม่เห็นคุณค่า ของสิ่งที่ใครหลายคนพยายามปกป้อง เราก็ยังคงต้องรับรู้เหตุการณ์ที่เป็นดังเช่น "เปล้าน้อย" และ "ตำรากิโลกรัมละ 7 บาท" ต่อไป

ที่มา : ข่าวสารการแพทย์แผนไทย ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 เดือนตุลาคม - มกราคม หน้าที่ 6-9